2010
06.23

การฝึกในวันอาทิตย์ที่ 4, 11, 18 กรกฏาคม 2553

เนื่องจากผู้ฝึกสอนติดภาระกิจในช่วงกลางวันถึงเย็นของวันอาทิตย์ที่ 4, 11, 18 กรกฏาคม 2553
จะขอย้ายเวลาและสถานที่ฝึกชั่วคราวของทั้งสามวัน ไปฝึกที่สยามไฟเตอร์คลับสาธุประดิษฐ์
โดยจะทำการฝึกเวลา 18.30 – 20.30 น. ทั้งสามสัปดาห์ดังกล่าว

ส่วนสัปดาห์อื่น ๆ ในวันอาทิตย์หลังจากนั้นจะทำการฝึกที่ตึกช้างตามปกติ

การเดินทางไปสาธุประดิษฐ์ ดูได้จาก http://www.siamfighter-club.com

————————————

Training on July 4, 11, 18

Sunday class on July 4, 11,18 will be changed the training location and time as follow:

Location : SiamFioghter club (Sathupradit)

Time : 18.30 – 20.30

This is a temporary change for three week since I have a business plan on above date.

2010
06.20

ขอแสดงความยินดีกับสายดำใหม่วันนี้ครับ

คุณวชิยากรณ์ เริ่มฝึกบูจินกันกับกลุ่มฝึกศาลายาตั้งแต่เปิดกลุ่มฝึกในปีแรก
และ เข้าฝึกที่โรงฝึกตึกช้างเป็นประจำจนถึงปัจจุบันครับ

โดยได้รับสายดำขั้นแรก (Shodan) ในเดือนนี้ครับ

20062010077

2010
06.08

ในการฝึกศิลปะการต่อสู้ ผู้ที่เป็นผู้เข้าโจมตีหรือผู้ที่ถูกกระทำ ส่วนผู้ที่เป็นผู้รับท่าหรือผู้ฝึกท่าจะเรียกว่าโทริ
ทั้งโทริและอุเคะเป็นส่วนสำคัญในการฝึกที่ผู้ฝึกจะต้องสวมบทบาทที่ดีเพื่อที่จะได้ผลการฝึกอย่างสูงสุด
ถ้าโทริแย่อุเคะก็ฝึกให้ดีไม่ได้ ถ้าอุเคะแย่โทริก็ฝึกไม่ได้เช่นกัน

ผมมักพูดย้ำบ่อย ๆ ในเรื่องที่ให้ผู้ฝึก พยายามเป็นอุเคะที่ดี แต่ปัญหามักเกิดกับผู้ฝึกใหม่ที่
ยังไม่เข้าใจวิธีฝึกศิลปะการต่อสู้โบราณ วิธีการฝึกศิลปะการต่อสู้แบบบูจินกันคือผู้ฝึกสอนจะทำท่าให้ดู
แล้วผู้ฝึกทำตาม โดยจะต้องพยายามทำตามและทำความเข้าใจกับเทคนิคที่ผู้สอนทำให้ดูด้วยตนเอง
โดยโทริจะต้องพยายามทำให้ถูกต้องอย่างที่สุดในทุก ๆ จังหวะ ตั้งแต่การเดินก้าวเท้า การเคลื่อนไหวร่างกาย มือ แขน
การเคลื่อนไหว ควบคุมคู่ต่อสู้ ฯลฯ และ ส่งคู่ต่อสู้ไปในท่าต่าง ๆ ได้ด้วยความปลอดภัย
ส่วนอุเคะเองก็จะต้องเป็นคู่ซ้อมที่ดีให้กับท่านั้น ๆ โดยเคลื่อนไหวไปตามความเป็นจริง คอยรับแรงว่าโทริผลักไปทางไหน
หักไปทางไหน หากเป็นท่าที่ต้องมีการล้มก็ต้องสามารถป้องกันตัวเองและทำอุเคะมิไปในทางที่ถูกต้องได้
โดยตนเองมีความปลอดภัยจากการล้มได้ด้วยตัวเอง

ในระหว่างการฝึกของบูจินกัน ผู้สอนจะเรียกนักเรียนขึ้นมาเพื่อแสดงเทคนิคต่าง ๆ ให้นักเรียนที่เหลือดู
โดยปกติแล้วการเลือกส่วนหนึ่งจะดูจากการทำอุเคะมินั่นเอง โดยผู้ที่ถูกเรียกคือผู้ที่ผู้ฝึกสอนมั่นใจว่า

จะไม่บาดเจ็บจากการฝึกและสามารถป้องกันตัวเองได้นั่นเอง นั่นก็คือต้องเป็นผู้ที่เป็นอุเคะที่ดีนั่นเอง
เพราะว่าการถูกเรียกมาเล่นกับผู้สอนนั้นมีโอกาสบาดเจ็บสูงหากอีกฝ่ายยังไม่ชำนาญเรื่องอุเคะมิเนื่องจาก
แต่ละท่าจะเป็นท่าใหม่ที่อุเคะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น ๆ ทำให้ไม่สามารถเตรียมตัวที่จะทำอุเคะมิได้

ผู้ที่เป็นโทริที่ดีจะสามารถแสดงเทคนิคต่าง ๆได้อย่างต่อเนื่อง และ เป็นธรรมชาติ นอกจากนั้นยังสามารถให้เทคนิค
ที่ช่วยอุเคะลงไปได้ด้วยความปลอดภัย ถึงแท้เทคนิคที่มีความรุนแรงก็ยังสามารถให้ได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รับบาดเจ็บ
อุเคะที่ดีก็ช่วยให้โทริสามารถทำการฝึกท่าที่ถูกต้องได้อย่างมีความสมจริง และ สามารถซ็อมตัวเองจากการเข้าท่าต่าง ๆ
ได้อย่างปลอดภัย หากทั้งสองฝ่ายจับคู่กันได้แบบนี้แล้วทักษะของทั้งสองก็จะพัฒนาได้เร็วขึ้นและสามารถฝึกกันได้อย่างมี
ความสนุกทั้งสองฝ่าย

แต่ปัญหาที่พบในการฝึกจริงมีทั้งโทริที่แย่และอุเคะที่ไม่ดี โดยมากเกิดขึ้นกับผู้ฝึกใหม่ ๆ ที่มีทักษะน้อยอยู่
โดยปัญหาที่เกิดขึ้นมีทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็มี ตัวอย่าง เช่น อุเคะที่แย่หลาย ๆ คนที่มีอาการเกร็งระหว่างการฝึกซ้อม
จะทำให้ผู้ฝึกอีกฝ่ายไม่สามารถทำเทคนิคที่เห็นได้ ในกรณีนี้มีได้หลายสาเหตุหลาย ๆ คนเกิดอาการกลัว
ไม่ว่าจะเป็นการกลัวเจ็บ หรือ กลัวเพราะไม่สามาระทำอุเคะมิได้ ส่วนบางส่วนก็เป็นผู้ฝึกนิสัยเสียที่คิดว่าตัวเองจะเก่ง
ถ้าสามารถเกร็งให้อีกฝ่ายทำเทคนิคไม่ได้ ซึ่งทั้งสองแบบไม่ได้เป็นผลดีกับตัวคนฝึกทั้งสองฝ่ายเลย
เพราะโทริเมื่อไม่สามารถทำเทคนิคตามที่สอนได้ ก็จำเป็นต้องใช้ท่าอื่น ๆ ไม่ว่าจะใช้การต่อยเพื่อให้มีการคลายการเกร็งลง
หรือ เปลี่ยนท่าไปเลย โทริบางคนก็อาจจะใช้แรงกดไปแทนจนเกิดการบาดเจ็บขึ้นด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามการฝึกที่ควรจะได้ฝึกสิ่งที่ถูกต้องก็เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
ตัวอุเคะเองที่เกร็งฝืนไว้ก็ได้รับผลเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสบาดเจ็บเพิ่มขึ้น หรือ การไม่ได้ฝึกฝนเทคนิคอุเคะมิของตัวเอง
นอกจากนั้นยังมีโอกาสเกิดความบาดหมางกันในระหว่างผู้ฝึกได้อีกด้วย

คนฝึกใหม่หลาย ๆ คนแสดงนิสัยเสียในการฝึกออกมาโดยตั้งใจที่จะฝืนไว้ให้อีกฝ่ายไม่สามารถทำได้
ผู้ฝึกมีระดับจำนวนมากที่ยอมเป็นอุเคะที่ดี แต่ดันได้คู่กับโทริแบบนี้จนต้องหัวเสียกับการฝึกเพราะต้องเปลี่ยนท่าเป็นท่าอื่นๆ
จนไม่ได้ฝึกสิ่งที่อาจารย์ต้องการสอน โดยอุเคะเหล่านี้กลับนึกว่าเป็นการแสดงว่าตนเองเก่ง แต่ความจริงนั้นกลับกัน
เป็นการแสดงนิสัยแย่ ๆ ออกมาเสียมากกว่า เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าใครก็ตามไม่ต้องเก่งหรอก ที่รู้ว่าการฝึกต่อไปจะเกิด
อะไรขึ้นก็สามารถเกร็งต้านท่านั้น ๆ ได้แล้ว แต่ถามว่าในความเป็นจริงคุณจะรู้ไหมว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร และ
จะเกร็งแบบนั้นได้ไหม คำตอบคือเป็นไปไม่ได้

อุเคะระดับที่สามารถรับรู้ได้จะพยายามรับความรู้สึกจากท่าต่าง ๆ ของอีกฝ่าย โดยไม่ได้เป็นการเกร็งหรือฝืน
แต่จะเปิดรับความรู้สึกในการดึงเข้าดันออกว่าแบบไหนที่ทำถูกแบบไหนผิด แบบไหนดี แบบไหนไม่ดี
และสามารถเคลื่อนไหวไม่ตามแรงของคู่ต่อสู้โดยไม่ได้เกร็งหรือฝืนเลย

ผมเองก็ต้องฝากไว้เรื่องนี้ เพราะ เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นภายนอกโรงฝึกที่ผู้ฝึกหญิงคนหนึ่งถูกเพื่อนท้าทายว่า
ไม่สามารถใช้เทคนิคกับผู้ชายได้และเกร็งแขนไว้ ผลที่ได้คืออีกฝ่ายเพื่อนที่ท้าทายแขนหักเข้าโรงพยาบาลต้องมีเหล็กดาม
ในแขนไปตลอดชีวิต ในระหว่างการฝึกก็จะมีพวกแบบนี้โผล่มาตลอด และ โดยมากผมไม่เห็นว่าพวกทำนิสัยแบบนี้จะอยู่รอด
ได้ เพราะนอกจากตัวเองจะตามการฝึกไม่ทันคนอื่นแล้ว ผู้ฝึกอื่น ๆ ก็จะไม่ยอมรับในนิสัยแบบนี้ จนไม่มีใครยอมเล่นด้วยจนอยู่ไม่ได้

สำหรับคนที่อ่านภาษาอังกฤษได้ แนะนำให้อ่านบล๊อคของ Duncan Steward
เกี่ยวกับอุเคะที่

-  http://tazziedevil.wordpress.com/uke/

- The good uke http://www.bujinmag.com/Magazine/2k5/1205/01/1205_01.asp

- Ukemi & Uke http://www.kihon.com/newsletter/kihon_newsletter_04.html

Be a good uke
ในการฝึกศิลปะการต่อสู้ ผู้ที่เป็นผู้เข้าโจมตีหรือผู้ที่ถูกกระทำ ส่วนผู้ที่เป็นผู้รับท่าหรือผู้ฝึกท่าจะเรียนกว่าโทริ
ทั้งโทริและอุเคะเป็นส่วนสำคัญในการฝึกที่ผู้ฝึกจะต้องสวมบทบาทที่ดีเพื่อที่จะได้ผลการฝึกอย่างสูงสุด
ถ้าโทริแย่อุเคะก็ฝึกให้ดีไม่ได้ ถ้าอุเคะแย่โทริก็ฝึกไม่ได้เช่นกัน
ผมมักพูดย้ำบ่อย ๆ ในเรื่องที่ให้ผู้ฝึก พยายามเป็นอุเคะที่ดี แต่ปัญหามักเกิดกับผู้ฝึกใหม่ที่
ยังไม่เข้าใจวิธีฝึกศิลปะการต่อสู้โบราณ วิธีการฝึกศิลปะการต่อสู้แบบบูจินกันคือผู้ฝึกสอนจะทำท่าให้ดู
แล้วผู้ฝึกทำตาม โดยจะต้องพยายามทำตามและทำความเข้าใจกับเทคนิคที่ผู้สอนทำให้ดูด้วยตนเอง
โดยโทริจะต้องพยายามทำให้ถูกต้องอย่างที่สุดในทุก ๆ จังหวะ ตั้งแต่การเดินก้าวเท้า การเคลื่อนไหวร่างกาย มือ แขน
การเคลื่อนไหว ควบคุมคู่ต่อสู้ ฯลฯ และ ส่งคู่ต่อสู้ไปในท่าต่าง ๆ ได้ด้วยความปลอดภัย
ส่วนอุเคะเองก็จะต้องเป็นคู่ซ้อมที่ดีให้กับท่านั้น ๆ โดยเคลื่อนไหวไปตามความเป็นจริง คอยรับแรงว่าโทริผลักไปทางไหน
หักไปทางไหน หากเป็นท่าที่ต้องมีการล้มก็ต้องสามารถป้องกันตัวเองและทำอุเคะมิไปในทางที่ถูกต้องได้
โดยตนเองมีความปลอดภัยจากการล้มได้ด้วยตัวเอง
ในระหว่างการฝึกของบูจินกัน ผู้สอนจะเรียกนักเรียนขึ้นมาเพื่อแสดงเทคนิคต่าง ๆ ให้นักเรียนที่เหลือดู
โดยปกติแล้วการเลือกส่วนหนึ่งจะดูจากการทำอุเคะมินั่นเอง โดยผู้ที่ถูกเรียกคือผู้ที่ผู้ฝึกสอนมั่นใจว่า
จะไม่บาดเจ็บจากการฝึกและสามารถป้องกันตัวเองได้นั่นเอง นั่นก็คือต้องเป็นผู้ที่เป็นอุเคะที่ดีนั่นเอง
เพราะว่าการถูกเรียกมาเล่นกับผู้สอนนั้นมีโอกาสบาดเจ็บสูงหากอีกฝ่ายยังไม่ชำนาญเรื่องอุเคะมิเนื่องจาก
แต่ละท่าจะเป็นท่าใหม่ที่อุเคะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น ๆ ทำให้ไม่สามารถเตรียมตัวที่จะทำอุเคะมิได้
ผู้ที่เป็นโทริที่ดีจะสามารถแสดงเทคนิคต่าง ๆได้อย่างต่อเนื่อง และ เป็นธรรมชาติ นอกจากนั้นยังสามารถให้เทคนิค
ที่ช่วยอุเคะลงไปได้ด้วยความปลอดภัย ถึงแท้เทคนิคที่มีความรุนแรงก็ยังสามารถให้ได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รับบาดเจ็บ
อุเคะที่ดีก็ช่วยให้โทริสามารถทำการฝึกท่าที่ถูกต้องได้อย่างมีความสมจริง และ สามารถซ็อมตัวเองจากการเข้าท่าต่าง ๆ
ได้อย่างปลอดภัย หากทั้งสองฝ่ายจับคู่กันได้แบบนี้แล้วทักษะของทั้งสองก็จะพัฒนาได้เร็วขึ้นและสามารถฝึกกันได้อย่างมี
ความสนุกทั้งสองฝ่าย
แต่ปัญหาที่พบในการฝึกจริงมีทั้งโทริที่แย่และอุเคะที่ไม่ดี โดยมากเกิดขึ้นกับผู้ฝึกใหม่ ๆ ที่มีทักษะน้อยอยู่
โดยปัญหาที่เกิดขึ้นมีทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็มี ตัวอย่าง เช่น อุเคะที่แย่หลาย ๆ คนที่มีอาการเกร็งระหว่างการฝึกซ้อม
จะทำให้ผู้ฝึกอีกฝ่ายไม่สามารถทำเทคนิคที่เห็นได้  ในกรณีนี้มีได้หลายสาเหตุหลาย ๆ คนเกิดอาการกลัว
ไม่ว่าจะเป็นการกลัวเจ็บ หรือ กลัวเพราะไม่สามาระทำอุเคะมิได้ ส่วนบางส่วนก็เป็นผู้ฝึกนิสัยเสียที่คิดว่าตัวเองจะเก่ง
ถ้าสามารถเกร็งให้อีกฝ่ายทำเทคนิคไม่ได้ ซึ่งทั้งสองแบบไม่ได้เป็นผลดีกับตัวคนฝึกทั้งสองฝ่ายเลย
เพราะโทริเมื่อไม่สามารถทำเทคนิคตามที่สอนได้ ก็จำเป็นต้องใช้ท่าอื่น ๆ ไม่ว่าจะใช้การต่อยเพื่อให้มีการคลายการเกร็งลง
หรือ เปลี่ยนท่าไปเลย โทริบางคนก็อาจจะใช้แรงกดไปแทนจนเกิดการบาดเจ็บขึ้นด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามการฝึกที่ควรจะได้ฝึกสิ่งที่ถูกต้องก็เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
ตัวอุเคะเองที่เกร็งฝืนไว้ก็ได้รับผลเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสบาดเจ็บเพิ่มขึ้น หรือ การไม่ได้ฝึกฝนเทคนิคอุเคะมิของตัวเอง
นอกจากนั้นยังมีโอกาสเกิดความบาดหมางกันในระหว่างผู้ฝึกได้อีกด้วย
คนฝึกใหม่หลาย ๆ คนแสดงนิสัยเสียในการฝึกออกมาโดยตั้งใจที่จะฝืนไว้ให้อีกฝ่ายไม่สามารถทำได้
ผู้ฝึกมีระดับจำนวนมากที่ยอมเป็นอุเคะที่ดี แต่ดันได้คู่กับโทริแบบนี้จนต้องหัวเสียกับการฝึกเพราะต้องเปลี่ยนท่าเป็นท่าอื่นๆ
จนไม่ได้ฝึกสิ่งที่อาจารย์ต้องการสอน โดยอุเคะเหล่านี้กลับนึกว่าเป็นการแสดงว่าตนเองเก่ง แต่ความจริงนั้นกลับกัน เป็นการแสดงนิสัยแย่ ๆ ออกมาเสียมากกว่า
เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าใครก็ตามไม่ต้องเก่งหรอก ที่รู้ว่าการฝึกต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นก็สามารถเกร็งต้านท่านั้น ๆ ได้แล้ว
แต่ถามว่าในความเป็นจริงคุณจะรู้ไหมว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร และ จะเกร็งแบบนั้นได้ไหม คำตอบคือเป็นไปไม่ได้
อุเคะระดับที่สามารถรับรู้ได้จะพยายามรับความรู้สึกจากท่าต่าง ๆ ของอีกฝ่าย โดยไม่ได้เป็นการเกร็งหรือฝืน
แต่จะเปิดรับความรู้สึกในการดึงเข้าดันออกว่าแบบไหนที่ทำถูกแบบไหนผิด แบบไหนดี แบบไหนไม่ดี
และสามารถเคลื่อนไหวไม่ตามแรงของคู่ต่อสู้โดยไม่ได้เกร็งหรือฝืนเลย
ผมเองก็ต้องฝากไว้เรื่องนี้ เพราะ เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นภายนอกโรงฝึกที่ผู้ฝึกหญิงคนหนึ่งถูกเพื่อนท้าทายว่า
ไม่สามารถใช้เทคนิคกับผู้ชายได้และเกร็งแขนไว้ ผลที่ได้คืออีกฝ่ายเพื่อนที่ท้าทายแขนหักเข้าโรงพยาบาลต้องมีเหล็กดาม
ในแขนไปตลอดชีวิต ในระหว่างการฝึกก็จะมีพวกแบบนี้โผล่มาตลอด และ โดยมากผมไม่เห็นว่าพวกทำนิสัยแบบนี้จะอยู่รอดได้
เพราะนอกจากตัวเองจะตามการฝึกไม่ทันคนอื่นแล้ว ผู้ฝึกอื่น ๆ ก็จะไม่ยอมรับในนิสัยแบบนี้  จนไม่มีใครยอมเล่นด้วยจนอยู่ไม่ได้

—————–

In Martial art’s training, there are two important roles. There are Tori(Defender) and Uke(Attacker). Both have to complete their own roles to success each technique.  If tori or uke cannot do a good role, it will affect to other side’s training.

In the class, I always talk about how to be a good uke.  However, the problem always happen with new comer who don’t understand about traditional martial art training style. In Bujinkan, the students have to do the technique which showed by their instructor.  Students have to complete their own techniques by themselves.  Tori have to simulate the movement of instructor on every step. Uke also has their own job to receive the movement of tori. Then, uke has to use ukemi for his/her own safety.

Normally in Bujinkan training class, instructor will select a good uke student to be uke for showing to the other. Usually, the selection criteria are judged by ukemi skill of student. Instructor will make sure that the student who is chosen can protect his/herself with good ukemi because uke never knows the technique until the instructor shows it. So uke cannot prepare to do any ukemi techniques, they have to do it suddenly.

Good Tori will try to complete his/her techniques and send uke to the ground safely. Uke have to receive any movement of tori and do the correct ukemi. If both side can complete their role, they can train and enjoy the training.

Be a uke is a good chance to learn for the other. If you train in Japan, you will see many high rank people love to be a uke for the class. Many people want to receive the felling from sensei. They will land on the ground with good ukemi and laugh after capture the feeling.

However, there are many people still not understand their role. Most of the time, it was showed by the new comer who still don’t know the correct training way. For example, some ukes try to resist tori between the techniques. Some people have this kind of bad habit. That is not good for both tori and uke. Some thinks they are good if he/she can resist it. However, it is just an incorrect idea because everyone can do that if they know the tori action. In the real world, no one knows the movement of the opponent which give the opportunity to resist it. If they do the good ukemi, they can survive. If they just resist it, they can die easily.  In the training, tori cannot train his/herself when uke resist it. Actually, it is easy to re-act the uke who tries to resist the techniques. We can do anything. For example, we will attack to uke with punch to change the intention to continue the techniques or we change other techniques suddenly. Some tori will add more power to technique also.  But it is still not good for tori’s training because tori cannot train the technique which showed by instructor.  It is not good for uke also since uke cannot train the correct ukemi.  Then, uke bad habit will effect to tori’s feeling also.

From my experience, I saw many useless situation in a training. Uke was a new comer who tried to avoid the techniques  of tori all the time. Tori angry about that action so he did the same action when they switched the role.
The result is no one can train the technique.

I recommend everyone to read several blogs and articles

- by Duncan Steward about uke   http://tazziedevil.wordpress.com/uke/

- The good uke http://www.bujinmag.com/Magazine/2k5/1205/01/1205_01.asp

- Ukemi & Uke http://www.kihon.com/newsletter/kihon_newsletter_04.html

2010
05.31

ประกาศ

สถานที่ฝึกสำหรับวันพุธทำการย้ายไปที่สยามไฟเตอร์คลับตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน เป็นต้นไป
สถานที่ใหม่อยู่ที่ ชั้นสี่ อาคารสาธุประดิษฐ์เลินนิ่งเซ็นเตอร์ ถนนสาธุประดิษฐ์ ระหว่างซอย 26-28
ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.siamfighter-club.com/access.html

สถานที่ฝึกใหม่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ปูพื้นยาง
เดินทางได้สะดวกขึ้น ใกล้กับเซ็นทรัลพระรามสาม
ผู้สนใจสามารถลงรถเมล์และรถตู้หลายสายได้ที่ใต้ทางด่วนสาธุประดิษฐ์

Wednesday class will be moved to new location. (The first class is on June 2.)

The new training place is located in downtown.
It is in 4th floor, Sathupradit learning center building on Sathu pradit road
between Sathu pradit soi 26 and Sathu pradit soi 28. (In Kesorn Restaurant area)

newdojo2

P1070187

2010
05.24

No class on May 26,2010

Due to the political issues and curfew situation around Bangkok area.
Our Wednesday class will be closed until further notice.

Thank you for your understanding.

งดฝึกวันที่ 26 พฤษภาคม 2553
เนื่องจากปัจจุบันมีการประกาศเคอร์ฟิวในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
จะงดทำการฝึกในวันพุธจนกว่าจะมีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบใหม่

สำหรับวันอาทิตย์มีการฝึกที่ตึกช้างตามปกติ

2010
05.23

จากสิบปีผ่านมาโรงฝึกได้คงค่าฝึกไว้ที่ 150 บาทมาโดยตลอด
เนื่องจากสภาพปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก
ด้วยความจำเป็นทางโรงฝึกขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงค่าเข้าฝึกดังนี้

- เพิ่มเป็น 200 บาท ต่อครั้ง เฉพาะ ผู้ที่ทำงานแล้ว (เพิ่มประมาณ 200 บาทต่อเดือน)
- นักเรียน นักศึกษา คงราคาเดิม คือ 150 บาท
- สำหรับผู้ที่เข้าฝึกสองครั้งต่อสัปดาห์ สามารถจ่ายเหมา 1400 บาทต่อเดือน โดยจ่ายที่ต้นเดือนของทุกเดือน

ทั้งนี้มีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป

After ten years, this is the first announce to increase the training fee from our dojo.
The training fee will be increased from 150  baht to 200 baht. Starting on June 2010.

2010
05.22

เป็นประเพณีโรงฝึกไปแล้วที่ทุกฤดูร้อนเราจะไปแค้มป์นอกสถานที่ฝึกกัน
เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ในโรงฝึก โดยไปกิน นอน ฝึกร่วมกันเป็นเวลาสามวันสองคืน
ในปีนี้ไปที่หาดวนกร เช่น เดียวกับปีที่แล้ว  โดยได้มีกิจกรรมการฝึกในตอนเช้า กลางคืน และ การฝึกในน้ำ

sIMG_6172

sIMG_6098

2010
05.18

No class on May 19,2010

Due to the political issues around Bangkok area and for your safety.
Our Wednesday class will be closed until further notice.

Thank you for your understanding.

งดฝึกวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
เนื่องจากปัญหาด้านการเมืองยังไม่จบและปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง
จะงดทำการฝึกในวันพุธจนกว่าจะมีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบใหม่

สำหรับวันอาทิตย์มีการฝึกที่ตึกช้างตามปกติ

2010
05.17

มารยาทในโรงฝึก ที่ควรจะทำ และ ไม่ทำ


นำมาจาก
http://tanukidojo.wordpress.com/2010/03/01/budo-etiquette/
เรื่องมารยาทมักเป็นปัญหากับคนรุ่นใหม่ ๆ และ ชาวต่างชาติที่เข้าฝึกศิลปะการต่อสู้แบบญี่ปุ่น
เพราะมีแบบแผนและรูปแบบธรรมเนียมที่ยังคงเดิม


1. เรียกชื่อของอาจารย์ลงท้ายด้วยเซ็นเซย์ (Sensei): เรียกผู้สอนในคลาสหรือสัมมนาที่เข้าว่าเซ็นเซย์
เช่นอาจารย์มาซึอะกิจะเรียกเซ็นเซย์ ส่วนอาจารย์ในคลาสคนอื่น ๆ เรียกโดยนามสกุลและลงท้ายด้วยเซ็นเซย์
เช่น นากาโต้ เซ็นเซย์, ชิราอิชิ เซ็นเซย์
(ในไทยส่วนมากเรียกอาจารย์กันอยู่แล้วไม่มีปัญหาตรงนี้ ปัญหามักเกิดกับชาวต่างชาติที่มักเรียกชื่อห้วนๆ )
2. เข้าฝึกตรงเวลา: โดยคำนวณเวลาการชำระค่าฝึก เปลี่ยนชุด และ ยืดเส้น ก่อนเริ่มคลาส
3. เข้าฝึกในชุดที่เหมาะสม: มีชุดฝึก เสื้อยืดใส่ด้านใน สายคาด และ ทาบิ
4. ถ้าคุณไม่ได้สอน ก็ต้องฝึก: เหตุผลที่ทุกคนมาคือการเรียน ดังนั้นทุกคนจะต้องฝึกในระหว่างการฝึก
จะต้องไม่มีใครเดินไปมาเพื่อพยายามสอนคนอื่น ๆ การสอนเป็นหน้าที่ของผู้สอนเท่านั้น
5. ถ้าถูกเรียกให้แสดงเทคนิคใด ๆ:  ให้ไปที่กลางโรงฝึก แล้วแสดงเทคนิคนั้น ๆ โดยไม่ต้องพูดใด ๆ และ กลับไปที่นั่ง
ยกว้นว่าผู้สอนมีคำสั่งอื่น ๆ
6. เลียนแบบการเคลื่อนไหวของผู้สอน: ในการฝึกจะต้องพยายามเลียนแบบสิ่งที่ผู้สอนทำ ถ้าไม่เช่นนั้นคุณก็ไม่ได้ฝึกสิ่งใหม่ ๆ
นอกจากใช้สิ่งเก่า ๆ ของตนเอง ซึ่งไม่มีประโยชน์ในการฝึกใด ๆ ต่อการฝึกนั้น หลังจากกลับแล้วคุณถึงค่อยไปพยายามนำสิ่งที่เรียน
ไปใช้ในแบบของตนเอง
7. Shut up and train : พูดระหว่างฝึกให้น้อยที่สุด จะแสดงความเห็นความคิดของตนเองเมื่ออาจารย์ให้พูดเท่านั้น
ไม่ให้มีการพูดแสดงความคิดในระหว่างฝึกโดยไม่ได้รับการร้องขอเพราะเป็นสิ่งที่เสียมารยาทต่อผู้สอน โรงฝึกเป็นสถานที่ฝึกฝน
ยิ่งพูดมากยิ่งฝึกได้น้อย ให้เรียนว่าจะฝึกฝนยังไงโดยพูดน้อยที่สุด และ ให้แน่ใจว่าคุณมาฝึกไม่ใช่เพียงมาเที่ยวเล่น
8. ไม่ร้องขอให้ผู้สอนแสดงเทคนิคให้ดู : การฝึกของญี่ปุ่นเรียนด้วยการมองด้วยตา เทคนิคจะถูกแสดงกับอุเคะที่ถูกเลือก
ซึ่งคนนั้น ๆ เป็นคนที่มีความสามารถพอที่จะรับเทคนิค อุเคะจะถูกเลือกจากระดับของเทคนิคนั้น ๆ
9. ทำความสะอาด และ ชำระเงินก่อนออกจากโรงฝึก : เมื่อการฝึกสิ้นสุด ก่อนเปลี่ยนชุดจะต้องช่วยกันดูแลเรื่องความสะดาด
อาวุธฝึกจะต้องถูกนำกลับที่
10. ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป หรือ วีดีโอในระหว่างการฝึก นอกจากได้รับอนุญาติจากผู้สอน

1. เรียกชื่อของอาจารย์ลงท้ายด้วยเซ็นเซย์ (Sensei): เรียกผู้สอนในคลาสหรือสัมมนาที่เข้าว่าเซ็นเซย์
เช่นอาจารย์มาซึอะกิจะเรียกเซ็นเซย์ ส่วนอาจารย์ในคลาสคนอื่น ๆ เรียกโดยนามสกุลและลงท้ายด้วยเซ็นเซย์
เช่น นากาโต้ เซ็นเซย์, ชิราอิชิ เซ็นเซย์
(ในไทยส่วนมากเรียกอาจารย์กันอยู่แล้วไม่มีปัญหาตรงนี้ ปัญหามักเกิดกับชาวต่างชาติที่มักเรียกชื่อห้วนๆ )

2. เข้าฝึกตรงเวลา: โดยคำนวณเวลาการชำระค่าฝึก เปลี่ยนชุด และ ยืดเส้น ก่อนเริ่มคลาส

3. เข้าฝึกในชุดที่เหมาะสม: มีชุดฝึก เสื้อยืดใส่ด้านใน สายคาด และ ทาบิ

4. ถ้าคุณไม่ได้สอน ก็ต้องฝึก: เหตุผลที่ทุกคนมาคือการเรียน ดังนั้นทุกคนจะต้องฝึกในระหว่างการฝึก
จะต้องไม่มีใครเดินไปมาเพื่อพยายามสอนคนอื่น ๆ การสอนเป็นหน้าที่ของผู้สอนเท่านั้น

5. ถ้าถูกเรียกให้แสดงเทคนิคใด ๆ:  ให้ไปที่กลางโรงฝึก แล้วแสดงเทคนิคนั้น ๆ โดยไม่ต้องพูดใด ๆ และ กลับไปที่นั่ง
ยกเว้นว่าผู้สอนมีคำสั่งอื่น ๆ

6. เลียนแบบการเคลื่อนไหวของผู้สอน: ในการฝึกจะต้องพยายามเลียนแบบสิ่งที่ผู้สอนทำ ถ้าไม่เช่นนั้นคุณก็ไม่ได้ฝึกสิ่งใหม่ ๆ
นอกจากใช้สิ่งเก่า ๆ ของตนเอง ซึ่งไม่มีประโยชน์ในการฝึกใด ๆ ต่อการฝึกนั้น หลังจากกลับแล้วคุณถึงค่อยไปพยายามนำสิ่งที่เรียน
ไปใช้ในแบบของตนเอง

7. Shut up and train : พูดระหว่างฝึกให้น้อยที่สุด จะแสดงความเห็นความคิดของตนเองเมื่ออาจารย์ให้พูดเท่านั้น
ไม่ให้มีการพูดแสดงความคิดในระหว่างฝึกโดยไม่ได้รับการร้องขอเพราะเป็นสิ่งที่เสียมารยาทต่อผู้สอน โรงฝึกเป็นสถานที่ฝึกฝน
ยิ่งพูดมากยิ่งฝึกได้น้อย ให้เรียนว่าจะฝึกฝนยังไงโดยพูดน้อยที่สุด และ ให้แน่ใจว่าคุณมาฝึกไม่ใช่เพียงมาเที่ยวเล่น

8. ไม่ร้องขอให้ผู้สอนแสดงเทคนิคให้ดู : การฝึกของญี่ปุ่นเรียนด้วยการมองด้วยตา เทคนิคจะถูกแสดงกับอุเคะที่ถูกเลือก
ซึ่งคนนั้น ๆ เป็นคนที่มีความสามารถพอที่จะรับเทคนิค อุเคะจะถูกเลือกจากระดับของเทคนิคนั้น ๆ

9. ทำความสะอาด และ ชำระเงินก่อนออกจากโรงฝึก : เมื่อการฝึกสิ้นสุด ก่อนเปลี่ยนชุดจะต้องช่วยกันดูแลเรื่องความสะอาด
อาวุธฝึกจะต้องถูกนำกลับที่

10. ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป หรือ วีดีโอในระหว่างการฝึก นอกจากได้รับอนุญาติจากผู้สอน

Budo etiquette was written for Bujinkan students who are planning go to Japan.
However, Thailand also have same cultures and etiquettes with Japan.
I recommend the new student to read this article before come to the class.

Source http://tanukidojo.wordpress.com/2010/03/01/budo-etiquette/

——————————————————————————————————————-

Bujinkan Class and Seminar Etiquette
These are 10 unwritten rules of training that are being practiced in Japan.
Adhering to these rules will ensure fun and safe training for everyone.

1. Always address the instructor as Sensei: Man or female, addressing your teacher or anyone teaching a seminar or class you attend, the instructor should always be referred to as Sensei. Depending on Rank, the following are appropriate “Sensei (Reserved for the head of your dojo), Last name Sensei, Last name Shihan, Last name Shidoshi” Example: Sensei (Masaaki Hatsumi), Nagato Sensei, Noguchi Shihan, Senno Shihan, Oguri Shihan.

2. Show up to training on-time: During which you should pay for the class, then get changed and stretch before training begins.

3. Show up with the proper training attire: Everyone should bring the following to training every time. One t-shirt to be worn under one black Gi top; showing proper rank whenever possible. One pair of black Gi bottoms. The proper color belt and indoor tabi.

4. If you are not teaching, you should be training: The reason for going to someone’s class or seminar is to learn. Therefore, everyone should be training during the seminar. No one should be walking around and trying to teach people what the instructor is doing. This is the job of the instructor.

5. When asked to show a technique: If you are asked to show a technique, the proper etiquette is to go to the middle of the floor, show a technique without speaking, and then sit back down, unless otherwise specified by the instructor.

6. Mimic the instructor’s movement: In order to learn, you must be able to follow what the instructor is doing. If not, you are only doing your own technique. Doing this is no benefit, because nothing new is being learned. After one goes back to his or her dojo, they can then explore the techniques they learned with their own taijutsu. While the teacher is teaching, you should sit in seiza. After the techniques are shown, you should bow once. By doing so, this indicates to the instructor that you are listening as well as paying attention to what is being taught.

7. Shut up and train: Talking should be kept to a minimum. Only share your thoughts or feeling if told to do so by the instructor. Never just shout out your own thoughts or feelings. This is very disrespectful to the instructor. The dojo is a place for training. The more talking one does, the less training they are doing. Learn how to train while keeping talking to a minimum. This will also ensure that you are training and not just hanging around.

8. Do not ask the instructor to show you a technique: The Japanese learn by using the eyes. Techniques will be done to the uke the instructor chooses. One must be at a good level in order to receive these techniques. Uke’s will be picked according to the level they can receive a technique.

9. Clean up and pay before you leave: When training is over, and before you change, everyone should pick up any garbage around them. All weapons should be placed back where they were taken from. This should all be done before any goes to change their clothes. Make sure that if you were not able to pay in the beginning that all money is paid before changing as well.

10. No photography or videotaping allowed: Photo and video taken is prohibited unless permission from the instructor has been received. The reason for this is because video taping and photography disrupts and interferes with everyone’s training

Respect the dojo, the instructor, and your training partner: By adhering to these rules, it will ensure that respect is being shown at all times. Although there are more etiquette than listed above, adhering to these rules listed will be accepted in all dojos accross the globe. Therefore, it is important to practice good etiquette in order to cultivate a good budo spirit. Although each dojo does things slightly different, you should follow the etiquette of the class or seminar based on the teacher.

2010
05.07

โรงฝึกบูจินกันประเทศไทย

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไปย้ายสถานที่ฝึกในวันพุธไปที่สาธุประดิษฐ์ (SiamFighter Club)
โดยมีรายละเอียดการฝึกคงเดิม แต่เปลี่ยนไปใช้สถานที่ฝึกแห่งใหม่
ส่วนการฝึกวันอาทิตย์ยังคงอยู่ที่ตึกช้างตามเดิม

ดูรายละเอียดได้จาก http://www.siamfighter.org/club/index.htm